My Opinion on Sentence in Thai

ความเห็นของผมเกี่ยวกับประโยคในภาษาไทย (ในมุมมองของคนที่ไม่ใช่นักภาษาศาสตร์)

เนื่องจากในกลุ่ม Thai NLP ใน Facebook ได้มีการสำรวจความคิดเห็นว่า ภาษาไทยมีสิ่งที่เรียกว่า "ประโยค" หรือไม่? และบทความเรื่อง Is there a sentence in Thai? ซึ่งผมซึ่งไม่ได้เป็นนักภาษาศาสตร์มีมุมมองและความเห็นที่แตกต่างดังนี้ครับ

  1. ตามหลักภาษาไทยมีคำนิยามองค์ประกอบของประโยค รูปของประโยค เจตนาของประโยค และชนิดของประโยคไว้แล้วอย่างละเอียดและเป็นระบบ การถามว่า ภาษาไทยมีสิ่งที่เรียกว่า "ประโยค" หรือไม่? จึงฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล
  2. การใช้คำนิยามของ sentence ในภาษาอังกฤษมาจับว่าภาษาไทยมีสิ่งที่เรียกว่า "ประโยค" หรือไม่ ทั้งๆ ที่มีนิยามของประโยคในภาษาไทยอยู่แล้ว ฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล มิพักจะต้องอนุมานว่า "ประโยค" ในภาษาไทย คือสิ่งเดียวกับ "sentence" ในภาษาอังกฤษอีกด้วย ซึ่งมันอาจจะเป็นหรือไม่เป็นสิ่งเดียวกันก็ได้ ลองนึกถึงกรณีคำว่า "ปลา" ในกรณีของ ปลาวาฬ ปลาดาว ซึ่งเมื่อเราเอานิยามทางอนุกรมวิธานของคำว่า fish มาเทียบกับคำว่าปลาแล้วจะเห็นได้ว่า ปลา ของไทย ไม่ใช่ fish
  3. ตามนิยามของ sentence ที่ยกมาในบทความข้างต้น และมีการยกตัวอย่างว่า "I wanted to go as part of I told her that I wanted to go. is not a sentence, because it is part of that larger clause." แต่ตามหลักภาษาไทยส่วน "ฉันต้องการจะไป" ในประโยค "ฉันบอกเธอว่า_ฉันต้องการจะไป_" นั้นถือว่าเป็นประโยคด้วยเช่นกัน โดย "ฉันบอกเธอว่าฉันต้องการจะไป" นั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่าประโยคความซ้อน (สังกรประโยค) โดยมี "ฉันต้องการจะไป" เป็นประโยคย่อย (อนุประโยค) และ "ว่า" เป็นสันธานที่เชื่อมประโยค
  4. ตัวอย่าง "ฉันตื่น ไปโรงเรียน กลับบ้าน นอน" เป็นแค่กลุ่มคำ (หรือกลุ่มของ วลี + คำ) ซึ่งมันไม่สมบูรณ์ในตัวเอง จะยกมาเป็นตัวอย่างผมมีความเห็นแย้งว่าไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีนักโดยเฉพาะเมื่อเราจะเอามาตั้งหรือตอบคำถามว่ามี "ประโยค" ในภาษาไทยหรือไม่ แต่กลับยกเอาตัวอย่างที่ไม่ใช่ประโยคมาใช้ กล่าวคือ "ฉันไปโรงเรียน กลับบ้าน นอน" ไม่มีความหมายใดๆ มากกว่าบอกว่า ฉันทำอะไรบ้าง (โดยอาจจะต้องอนุมานว่าผู้พูดพูดถึงกิจกรรมที่ทำใน 1 วัน แต่ไม่สามารถจะบอกได้ว่าสิ่งใดเกิดก่อนหรือหลัง เพราะผู้พูดอาจจะไม่ได้เริ่มต้นจากการอยู่ที่บ้านก่อนแล้วค่อยไปโรงเรียนก็ได้) ถามว่าในภาษาพูดมีไหม ผมแทบไม่เคยได้ยินคนที่โตแล้วพูดเช่นนี้ คืออย่างน้อยที่เคยได้ยินมาก็จะมีสันธาน และ (สิ่งที่เกิดไม่จำเป็นต้องมีลำดับ) หรือ แล้ว/แล้วก็ (บ่งบอกลำดับก่อนหลัง) ยกตัวอย่างว่าถ้าคุณพูดแบบนี้เวลาให้การในศาล ศาลก็ต้องถามถึงลำดับเวลาด้วยแน่นอน ซึ่งการที่กลุ่มคำที่บอกความหมายได้ไม่สมบูรณ์ เมื่อสื่อสารออกไปแล้วผู้รับจำเป็นต้องให้ผู้พูดทำให้มันสมบูรณ์ นั่นน่าจะเป็นหลักฐานของการมีอยู่ของประโยคในภาษาไทย